กินยาลดอ้วน เลอะเลือน 3 ปี หัดเขียน ก.ไก่ใหม่
แฉมหันตภัยยาลดความอ้วน นศ.สาวเกษมบัณฑิต กินยา 1 ปี น้ำหนักลด 25 กก.ถึงกับเพี้ยน สูญเสียความทรงจำนาน 3 ปี อารมณ์ฉุนเฉียวแถมอาละวาด แม่สุดช้ำพารักษากว่า 30 แห่งไร้ผล สุดท้ายอาการเริ่มดีขึ้น แต่ต้องเรียนรู้ใหม่เริ่มหัดเขียน ก.ไก่ เหมือนเด็กอนุบาล ก่อนจะคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 คณะบัญชี ม.เกษมบัณฑิต จิตเวชเผยมีวัยรุ่นตกเป็นเหยื่อยาลดความอ้วนแล้วกว่าพันราย


กระแสแฟชั่นในหมู่วัยรุ่นกับการกินยาลดความอ้วนให้ดูหุ่นผอมเพรียวกำลังเป็นที่นิยม โดยไม่รู้ว่าหากไม่มีการควบคุมโดยแพทย์ผู้ชำนาญอาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ อย่างเช่นกรณี น.ส.รุจิรัตน์ กำมะหยี่ อายุ 26 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบัญชี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ที่ต้องสูญเสียความทรงจำนานถึง 3 ปี แลกกับน้ำหนักที่ลดลง 25 กิโลกรัม

น.ส.รุจิรัตน์ เปิดเผยว่า เริ่มกินยาลดความอ้วนครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี ด้วยความเป็นคนโครงร่างใหญ่สูง 172 เซนติเมตร หนัก 85 กิโลกรัม เลยทำให้ดูตัวใหญ่มาก ประกอบกับเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นการมีหุ่นผอมเพรียวกำลังเป็นที่นิยมจึงตัดสินใจลดน้ำหนักกับคลินิกแห่งหนึ่งย่าน จ.นนทบุรี และกินอาหารเสริมอยู่เกือบ 2 ปี แต่น้ำหนักลดลงไปเพียงเล็กน้อยและระยะหลังได้เพิ่มขึ้นเป็น 95 กิโลกรัม จึงหันไปพึ่งยาจากคลินิกอีกแห่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดังริมถนนศรีนครินทร์ ซึ่งผลที่ได้เป็นที่พอใจมากเพียง 2 สัปดาห์น้ำหนักลดลงไปถึง 5 กิโลกรัม

หลังจากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ น.ส.รุจิรัตน์ ตั้งหน้าตั้งตาลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ด้วยการขอยาอย่างแรงกับหมอประจำคลินิกกินติดต่อกันนานเกือบปีจากน้ำหนักตัว 95 กิโลกรัมเหลือเพียง 70 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ยังไม่เป็นที่พอใจเลยไปรับยามากินอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนี้เธอเริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ เหนื่อย เพลีย ผลการเรียนตก จากคนที่เรียนดีกลับทำข้อสอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ครั้งหนึ่งเพื่อนยื่นกระดาษคำตอบมาให้ แต่ น.ส.รุจิรัตน์ ไม่สามารถลอกคำตอบได้จึงต้องส่งกระดาษเปล่า ซึ่งเธอคิดว่ามีสาเหตุมาจากพักผ่อนไม่เพียงพอเลยไม่ได้ใส่ใจ กระทั่งอาการหนักมากขึ้น เริ่มมึนงง เบลอ ไม่รู้สึกตัวเป็นบางครั้งจนวันหนึ่งก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

"เดือนกุมภาพันธ์ 2542 เป็นครั้งแรกที่ความทรงจำเริ่มขาดๆ หายๆ ขณะยืนรอรถจะกลับบ้าน แต่จำไม่ได้ว่ากลับมาบ้านได้อย่างไร 2 วันต่อมาจึงนึกได้ว่า น้ามารับกลับบ้าน อาการช่วงนั้นเป็นเหมือนคนไม่มีความรู้สึก มึนงง เบลอ ใจลอยตลอดเวลา ใครใช้ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีการโต้แย้ง เป็นอยู่อย่างนี้ราว 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นความทรงจำก็หายไปถาวร" น.ส.รุจิรัตน์ กล่าว

เป็นเวลานานกว่า 2 ปี เต็มที่ความทรงจำของ น.ส.รุจิรัตน์ หายไป เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกขณะป่วย น.ส.รุจิรัตน์กล่าวด้วยสีหน้าแฝงแววกังวลและไม่แน่ใจในคำตอบว่า ทุกสิ่งที่ทำไปเกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เหมือนคนอยู่ในความฝัน ตกอยู่ในภวังค์ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง เป็นความรู้สึกที่เลือนรางมาก ยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ซึ่งจะมีสักกี่คนที่เคยเข้าไปอยู่ในจุดนี้แล้วหายออกมานั่งเล่าความรู้สึกในขณะนั้นได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพูดคุยอยู่นั้นได้หยิบภาพถ่ายของ น.ส.รุจิรัตน์ ก่อนและขณะสูญเสียความทรงจำขึ้นมาสอบถามทำให้ทราบว่า มีหลายภาพที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เคยถ่ายไว้ตั้งแต่เมื่อไร ตอนไหน และเคยไปตามสถานที่เหล่านั้นมาก่อน

"ต้นปี 2544 อาการเริ่มดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว ทุกอย่างต้องให้แม่และน้องสาวทำให้ แต่สิ่งที่เสียใจมากที่สุดคืออยากกลับมาเรียนอีกครั้ง แต่ทำไม่ได้เพราะแค่หยิบดินสอมาเขียนชื่อตัวเองก็ทำไม่ได้ ไม่รู้จะเขียนยังไงให้เป็นตัวหนังสือ จนน้องต้องซื้อหนังสือหัดเขียน ก.ไก่ มาฝึกเขียนและต้องใช้เวลาอีกครึ่งปีฝึกทำกิจวัตรส่วนตัว" นศ.สาวเคราะห์ร้าย กล่าว

นางศิริรัตน์ กำมะหยี่ มารดา น.ส.รุจิรัตน์ กล่าวถึงลูกสาวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พฤติกรรมขณะลูกสาวสูญเสียความทรงจำเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากเด็กเรียบร้อยกลายเป็นเด็กก้าวร้าว อารมณ์รุนแรง ตบตีดุด่าแม่ และคนในบ้านเสมอ หลายครั้งจะนั่งเพ้อคนเดียว เดี๋ยวเป็นเด็กเดี๋ยวเป็นคนแก่ ถ้ามีโอกาสจะหนีออกจากบ้านทุกครั้งจนต้องเฝ้าจับตาตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งเวลานอนก็ต้องมีคนนอนขนาบข้าง

"มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาวิ่งออกไปจากบ้านพร้อมกับมีด เข้าไปในตึกแถวห้องใครก็ไม่รู้ ตรงไปที่ห้องครัวล็อกประตู แล้วตะโกนออกมาว่า อยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว จะฆ่าตัวตาย แล้วก็เพ้อถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ฉันก็ร้องไห้ไปปลอบไป เขาจึงยอมออกมา ทุกครั้งที่เขาทำร้ายตัวเอง ขู่จะฆ่าตัวตายเหมือนกับทำร้ายเราไปด้วย" นางศิริรัตน์ กล่าว

นางศิริรัตน์ กล่าวต่อว่า สภาพร่างกายของลูกสาวขณะนั้นดูแย่มาก ปากแห้งแตก มีเลือดออกตลอดเวลา ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น้ำหนักเหลือเพียง 45 กิโลกรัม ดูแลตัวเองไม่ได้เหมือนเด็กอายุ 1 ขวบ ทุกวันต้องดูแลเขา ทำไปร้องไห้ไป เสียใจที่ปล่อยให้ลูกกินยาลดความอ้วน สุดท้ายลูกก็ต้องมาเป็นอย่างนี้ 2 ปีเต็มที่พาไปรักษาตามโรงพยาบาลและพึ่งไสยศาสตร์เกือบ 30 แห่งก็ไม่หาย ใครเห็นก็คิดว่าไม่หายแล้ว จนหมอคนหนึ่งแนะนำให้ไปรักษาด้วยการช็อตไฟฟ้าที่ รพ.ศรีธัญญา แต่กลัวว่าทำแล้วอาการจะหนักกว่าเดิมจึงตัดสินใจไม่พาไป ยอมรักษาอย่างนี้ด้วยความหวังว่าลูกจะหายจนเข้าไปรักษากับ ศ.น.พ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม อาการจึงดีขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ หลังจากอาการทางประสาทดีขึ้นและฝึกฝนตนเองจนเป็นปกติแล้ว น.ส.รุจิรัตน์ ได้ขออนุญาตแพทย์ผู้รักษากลับมาเรียนอีกครั้งหนึ่งและสามารถคว้าเกรด A จากวิชาแรกที่ทดลองเรียนได้ จึงได้กลับมาเรียนอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะบัญชี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 กำลังเตรียมเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา ปัจจุบันน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 105 กิโลกรัม แต่เธอยืนยันว่าจะไม่หันกลับไปใช้ยาลดความอ้วนอีกแล้ว

ศ.น.พ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม จิตแพทย์ รพ.เทพธารินทร์ เปิดเผยว่า น.ส.รุจิรัตน์ เป็นเพียงหนึ่งในคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาด้านจิตด้วยสาเหตุจากการกินยาลดความอ้วน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาด้วยสาเหตุเดียวกันมากกว่า 1,000 คน ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ที่กินยาลดความอ้วนเป็นโรคทางประสาท เนื่องมาจากยาลดความอ้วนมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการทางจิตได้

"ร้อยทั้งร้อยของคนที่กินยาลดความอ้วนจะมีปัญหาทางจิตแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาการหงุดหงิด ขี้โมโห ตาฝาด หรือซึมเศร้า ขึ้นอยู่กับปริมาณยาและระยะเวลาที่ได้รับยาด้วย หากได้รับยาเป็นเวลานานหรือปริมาณที่มากอาจจะมีอาการรุนแรง ดังนั้นผู้ป่วยทุกคนที่มารับการรักษาจะต้องสอบประวัติก่อนว่า เคยกินยาลดความอ้วนหรือไม่ ถ้ากินต้องให้หยุดทันทีแล้วค่อยรักษาด้วยกระบวนการที่ถูกต้องต่อไป" ศ.น.พ.อุดมศิลป์ กล่าว

ศ.น.พ.อุดมศิลป์ กล่าวต่อว่า ยาลดความอ้วนที่ใช้ในปัจจุบันมีอยู่ 3 ตัว คือ ยาไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นยาที่ทำให้น้ำหนักลดลง ผู้ที่ได้รับยาเป็นเวลานานจะมีอาการหงุดหงิด ขี้โมโห ใจสั่น ร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับยาตัวนี้จะวิกลจริต ยากลุ่มแอมเฟตามีน มีฤทธิ์เหมือนยาบ้าส่งผลทำให้เบื่ออาหาร ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิด เมื่อได้รับยาไปนานๆ สุดท้ายจะเป็นโรคจิต และยาระบายเป็นตัวช่วยเร่งการขับถ่ายทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ดังนั้นการลดความอ้วนด้วยการกินยาจึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมมาก

ที่มา คมชัดลึก
จำนวนการเข้าชม : 1,992 ครั้ง