เดลฟายเทคนิค (Delpli Technigue)

เดลฟายเทคนิค  (Delpli  Technigue)

 

                        เดลฟายเป็นเทคนิคการทำนายที่มีการพัฒนามาประมาณกว่า  2  ทศวรรษ  ปัจจุบันเดลฟายเป็นเทคนิคการทำนายที่ได้รับความนิยมมากในเกือบทุกวงการ  ทั้งด้านธุรกิจ  การเมือง  การทหาร  การเศรษฐกิจ  การสาธารณสุข  การศึกษาและด้านอื่นๆ  นอกจากเดลฟายจะเป็นเทคนิคการวิจัยและคาดการณ์อนาคตแล้ว  เดลฟายยังเป็นเทคนิคการสื่อสารระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนได้รับข่าวสารและแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกันโดยไม่มีการเผชิญหน้ากันโดยตรง  เช่นเดียวกับการระดมสมอง  (Brain  Storming)  หรือการประชุมแบบอื่นๆ  (จุมพล  พูลภัทรชีวิน.  2530 : 39-45)

 

ทำไมจึงต้องใช้เดลฟายเทคนิค

                        โดยทั่วไป  ผู้วิจัยจะตัดสินใจใช้เทคนิคนี้เมื่อมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้

                        1.  ปัญหาที่จะทำการวิจัยไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน  แต่สามารถวิจัยปัญหาได้จากการรวบรวมการตัดสินใจแบบอัตตวิสัย(Subjective  Judgement)  จากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ

                        2.  ปัญหาที่จะทำการวิจัยต้องการความคิดเห็นหลายๆ  ด้าน  จากประสบการณ์หรือความรู้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น

                        3.  ผู้ทำการวิจัยไม่ต้องการให้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน  มีผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการพิจารณาตัดสินปัญหานั้นๆ

                        4.  การพบปะเพื่อนัดประชุมของกลุ่มเป็นการไม่สะดวก  เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลามากเกินไป

                        5.  เมื่อไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อบุคคลในกลุ่ม  เพราะความคิดเห็นของคนในกลุ่มเกี่ยวกับปัญหาที่วิจัยอาจมีความขัดแย้งเป็นอย่างมาก

 

ประเภทของการวิจัยที่อาจใช้เดลฟายเทคนิค

                        1.  การวิจัยเพื่อการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

                        2.  การตรวจสอบกลวิธีในการปฏิบัติ  (Strategy  Probe)  ในการวิจัยที่มุ่งหวังผลเช่นนี้  แบบสอบถามจะต้องเป็นแบบที่มีข้อเสนอให้เลือกหลายๆ  ทาง  ตลอดจนแนวทางที่จะทำ

ให้โครงการนั้นๆ  ประสบความสำเร็จได้  โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพของโครงการ  ค่าใช้จ่ายความเป็นไปได้  เป็นต้น  แบบสอบถามประเภทนี้จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงเหตุผลในการตอบ

                        3.  การตรวจสอบความนิยม  (Preference  Probe)  ในกรณีนี้ผู้วิจัยจะต้องพยายามตั้งคำถาม  เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตอบในสิ่งที่เห็นว่าควรจะเป็นมากกว่าสิ่งที่จะเป็นจริงๆ

                        4.  การยอมรับสภาพที่เป็นอยู่  (Perception  of  a  Current  Situation)  การศึกษาประเภทนี้  ได้แก่  การศึกษาบทบาทที่แตกต่างกันของศึกษานิเทศก์ในทัศนของกลุ่มอาชีพต่างๆ  ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าวนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการฝึกอบรมศึกษานิเทศก์ก็ได้

 

ความหมายของเดลฟายเทคนิค

                        มีผู้ให้ความหมายของเดลฟายเทคนิคไว้หลากหลาย  ดังนี้

                        เดลฟายเทคนิค  เป็นวิธีการนำความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาใช้อย่างมีระบบ  (มนูญ  ทับทิมอ่อน. 2531 : 77 ;  อ้างอิงจาก  Pill.1971 : 51)

                        เดลฟายเทคนิค  เป็นวิธีการค้นหาและขัดเกลาการตัดสินใจของกลุ่ม  (Helmer.1968 : 116)

                        เดลฟายเทคนิค  คือเทคนิคการรวบรวมการพิจารณาตัดสินที่มุ่งเพื่อเอาชนะจุดอ่อนของการตัดสินใจแต่เดิมที่จำต้องขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ  หรือความคิดเห็นของกลุ่มหรือที่ประชุม  (Rasp.1973)

                        เดลฟายเทคนิค  คือวิธีระดมความคิดเห็นที่เห็นสอดคล้องของกลุ่ม  เพื่อการพัฒนาและปรับปรุง  แก้ไข  และหาความเชื่อมั่นในการทำนายเกี่ยวกับอนาคต  (Anderson. 1975)

                        เดลฟายเทคนิค  เป็นขบวนการที่จะเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่เป็นอันหนึ่ง  อันเดียวกันของกลุ่มคนที่เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคต  ในเรื่องที่เกี่ยวกับเวลา  ปริมาณ  และหรือสภาพการณ์ที่ต้องการจะให้เป็น  ทั้งนี้โดยวิธีการเสาะแสวงหาความคิดเห็นด้วยการใช้แบบสอบถามแทนการเรียกประชุม  (ประยูร  ศรีประสานธน์. 2523 : 49-50)

                      เดลฟายเทคนิค  เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้ข้อมูลจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่ต้องการวิจัยอย่างมีระบบ  เนื่องจากบางครั้งการตัดสินใจใดๆ  อาจไม่มีข้อมูลหรือไม่มีความรู้ที่ได้มีการพิสูจน์แล้ว  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ  ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ  มาช่วยพิจารณาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องมือ  เพื่อจะได้นำมาเป็นหลักฐานในการค้นหาและเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป  (สุภาพ  วาดเขียน. 2525 : 41)

                        เดลฟายเทคนิค  คือกระบวนการที่รวบรวมความคิดเห็นหรือการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอนาคตจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากที่สุด  (สุวรรณา.  2528 :)

                      เดลฟายเทคนิค  คือการวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งที่ได้รับการประดิษฐ์และพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการวิจัยอนาคตโดยเฉพาะ  อาจเรียกได้ว่า  DT  เป็นวิธีการที่ใช้กำหนดโครงสร้างของกระบวนการสื่อสารระหว่างสมาชิกในกลุ่มเพื่อให้บรรลุผลในการพิจารณาปัญหาที่ซับซ้อนมากๆ  ร่วมกัน  โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับในอนาคต  จะเป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนมากเกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะสามารถวิเคราะห์ได้ถี่ถ้วนและรอบคอบพอ  (เทียนฉาย.  2529 :)

                        จากนิยามดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า  เดลฟายเทคนิค  หมายถึงกระบวนการรวบรวมทัศนะ  ความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระที่มีความสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากที่สุดจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในสาขาที่ต้องการศึกษาหรือวิจัยเกี่ยวกับอนาคต  โดยใช้แบบสอบถาม

 

คุณลักษณะของเดลฟายเทคนิค

                        เดลฟายเทคนิค  รูปแบบเดิมมีลักษณะเฉพาะภายหลังมีการปรับปรุงแต่หลักการ  และระเบียบวิธีการใหญ่ๆ  ยังคงเหมือนเดิม  คือการแสดงความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ  ชาญชัย  (2530 :) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของเดลฟายเทคนิคไว้  ดังนี้

                        1.  เทคนิคนี้มุ่งเพื่อแสวงหาความคิดเห็นของกลุ่มด้วยแบบสอบถาม  ดังนั้นผู้เข้าร่วมโครงการจึงจำเป็นต้องตอบแบบสอบถามที่ผู้ทำการวิจัยได้กำหนดขึ้นในแต่ละขั้นตอน

                        2.  เทคนิคนี้ไม่ต้องการให้ความคิดเห็นของผู้อื่นมีอิทธิพลต่อการพิจารณาตัดสินใจของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคน  จึงไม่ทราบว่ามีผู้ใดบ้างที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการและจะไม่ทราบว่าผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนมีความคิดเห็นแต่ละข้ออย่างไร  ผู้ตอบแบบสอบถามจะมีความคิดเห็นโดยอิสระ

                        3.  เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนตอบแบบสอบถามด้วยความคิดเห็นที่กลั่นกรองอย่างละเอียดรอบคอบ  และเพื่อให้คำตอบที่ได้รับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้น  ผู้ทำการวิจัยจะแสดงตำแหน่งของความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญสอดคล้องกันในคำตอบแต่ละข้อของแบบสอบถามที่ตอบไปในครั้งก่อนในรูปสถิติ  และผู้ทำการวิจัยจะส่งกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนทราบ  เพื่อจะได้พิจารณาตัดสินว่า  จะคงคำตอบเดิมหรือจะปรับปรุงเปลี่ยนคำตอบจากเดิมอย่างไรบ้าง  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงคำตอบจากเดิมนี้ควรจะบอกเหตุผลให้ทราบด้วย  ดังนั้นในการตอบแบบสอบถามแต่ละครั้งของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนนั้น  เขาจะทราบว่าความคิดเห็นของเขาเป็นอย่างไร  ต่างกับคนอื่นหรือไม่  อย่างไร

                        4.  ในสถิติวิเคราะห์การทำนายของกลุ่มทุกๆ  ครั้ง  สถิติที่นำมาใช้ในการพิจารณาคำตอบจากแบบสอบถามรอบที่  2  และรอบที่  3  ก็คือสถิติการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง  อันได้แก่  ฐานนิยม  มัธยฐานหรือค่าเฉลี่ย  เพื่อแสดงตำแหน่งของความคิดเห็นเรื่องเวลา  ปริมาณ  ส่วนดนัย  เทียนพุฒ  (2537 : 89)  ได้กล่าวถึงสถิติวิเคราะห์ว่า  โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ค่ามัธยฐานและค่ากระจายควอไทล์  (Interquatile  Range)  หรือสถิติเบื้องต้นที่ง่ายต่อการคำนวณ  คือ  ฐานนิยม  มัธยฐานและค่าเฉลี่ย  ซึ่งบางครั้งอาจใช้ร่วมกับพิสัยระหว่างควอไทล์

           

ขั้นตอนของกระบวนการเดลฟายเทคนิค

                        1.  กำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  (Panei  Experts)  ผู้วิจัยต้องหาวิธีและทำการคัดเลือกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีทั้งความสามารถในเรื่องที่จะศึกษาโดยปกติมีปริมาณตั้งแต่  10  กว่าคนขึ้นไปจนอาจถึงเป็น  100  คน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการวิจัย  ความซ้ำซ้อนของเรื่องที่ศึกษา  เวลาและงบประมาณในการวิจัย

                        2.  กำหนดประเด็นแนวโน้ม  และสร้างเครื่องมือสำหรับการวิจัย  โดยทั่วไปมักเป็นในรูปของแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

                        3.  เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่แท้จริงและเที่ยงตรง  จึงต้องมีการถามย้ำความคิดเห็นหลายรอบ  โดยทั่วไปมีการสอบถาม  3-4  รอบ  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับลักษณะของแบบสอบถาม  ถ้าแบบสอบถามฉบับแรกเริ่มด้วยการให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญลงมติหรือจัดลำดับความสำคัญ  เมื่อถึงแบบสอบถามฉบับที่  2  หรือ  3  อาจพบว่าคำตอบของกลุ่มไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก  ก็สามารถยุติการวิจัยได้  (มนูญ  ทับทิมอ่อน  ;  อ้างอิงมาจาก  Kohtbantau.  1978  :  28-30)  โดยทั่วไปมักจะถาม  4  รอบ  ดังนี้

                        รอบแรก  ผู้วิจัยจะส่งแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา  โดยทั่วไปจะเป็นคำถามปลายเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างๆ  เพื่อรวบรวมจัดประเด็นสร้างเป็นคำถามในรอบที่  2  ต่อไป

                      รอบสอง  ผู้วิจัยจะนำข้อความที่ได้รับจากคำตอบรอบแรกของผู้เชี่ยวชาญทุกคนมารวบรวม  ตัดทอนสิ่งที่ซ้ำๆ  กันหรือสิ่งที่เกินต้องการ  จากนั้นก็จัดทำเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประเมินค่าของ  Likert  ให้ผู้เชี่ยวชาญลำดับความสำคัญ

                        รอบสาม  ผู้วิจัยนำคำตอบที่ได้รับหาค่าเฉลี่ย  โดยปกติกระทำในรูปของมัธยฐานหรือฐานนิยม  และค่าอินเตอร์ควอไทล์  เรนจ์  (Interquatile  Range)  แล้วจัดส่งแบบสอบถามชุดเดิมไปใช้ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาการแสดงความคิดเห็นของตน  ด้วยคำตอบของผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจจะไม่ตรงกับคำตอบของกลุ่มได้  กรณีเช่นนี้  ผู้เชี่ยวชาญอาจจะเปลี่ยนแปลงคำตอบของตนหรือจะคงเดิมก็ได้  แต่จะได้รับการขอร้องให้แสดงเหตุผลประกอบ  ถ้าไม่มีเหตุผลประกอบ  แสดงว่าเห็นด้วยกับคำตอบของกลุ่ม  ในแบบสอบถามนี้จะแสดงให้เห็นคำตอบในรอบที่  2  ของผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านนั้นเป็นอย่างไร  มีความแตกต่างไปจากค่ามัธยฐาน  อินเตอร์ควอไทล์ของคำตอบทั้งหมดอย่างไร

                        รอบสี่  ดำเนินการเช่นเดียวกับรอบ  3  ส่วนจะมีการสอบถามในรอบ  4  หรือไม่ขึ้นอยู่กับคำตอบในรอบ  3  กล่าวคือ  ถ้าคำตอบในรอบที่  3  มีความสอดคล้องกันก็ไม่ต้องสอบถามในรอบ  4

                        จากคำตอบที่ได้รับ  ผู้วิจัยจะได้ข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการนำไปวินิจฉัยในเรื่องที่ต้องการ  โดยข้อมูลที่ได้จะแสดงถึงลำดับความสำคัญ  อัตราร้อยละของความสอดคล้องและความไม่สอดคล้องของความคิดเห็น

 

                        จำนวนคำถามที่ใช้

                        ไม่มีข้อยุติที่แน่นอนว่า  จำนวนคำถามควรเป็นจำนวนเท่าใด  แต่ในการจัดทำแบบสอบถามมีข้อควรคำนึงที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดจำนวนข้อและเรื่องที่จะสอบถามดังนี้

                        1.  เรื่องจำเป็นที่ต้องการศึกษาอะไร

                        2.  ความคิดเห็นที่ต้องการจะได้รับนั้นต้องการจะได้จากผู้ใดบ้าง

                        3.  คำถามอะไรบ้างที่จะนำมาใช้  เพื่อจะให้ได้คำตอบอย่างกว้างๆ  จากการตอบคำถามรอบที่  1 

                        4.  คำตอบที่ได้จากแบบสอบถามในรอบที่  1  จะนำมาใช้สร้างแบบสอบถามในรอบที่  2  ได้อย่างไร

                        5.  สถิติอะไรที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนรวมของคำถามที่ได้รับทั้งหมดจากแบบสอบถามรอบที่  3

                        6.  ข้อมูลที่ได้รับมีลำดับความสำคัญ  มีความสอดคล้องและไม่มีความสอดคล้องต่อเนื่องกันอย่างไร

 

จุดเด่นและจุดอ่อนของเดลฟายเทคนิค  (ดนัย  เทียนพุฒ.  2537  :  90)

                        จุดเด่น

                        1.  สามารถใช้ในการรวบรวมหาความสอดคล้องของความคิดเห็นของนักบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ต้องจัดให้มาพบกันหรือประชุมกัน

                        2.  ความคิดเห็นของนักบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน  เป็นอิสระและไม่มีอิทธิพลหรือผลกระทบจากผู้อื่น  ทั้งยังไม่มีใครทราบว่าใครบ้างและนักบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญ  จะรู้เฉพาะคำตอบของตนเองเท่านั้น

                        3.  เนื่องจากมีการตอบแบบสอบถามหลายครั้ง  คำตอบที่ได้รับจึงมีความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลค่อนข้างสูง  เพราะผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดหลายครั้ง  สามารถรับข้อมูลจากคนจำนวนมาก  โดยไม่มีข้อจำกัดทางสภาพภูมิศาสตร์

                        4.  เป็นวิธีการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ  ผู้ทำการวิจัยสามารถทราบลำดับความสำคัญของข้อมูลและเหตุผลในการตอบ  รวมทั้งความสอดคล้องในเรื่องความคิดเห็นได้เป็นอย่างดีและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างต่ำ  (สุวรรณ. 2528: )

 

                        จุดอ่อน

                        1.  ความเชื่อถือได้ของการวิจัยนี้  ขึ้นอยู่กับวิชาการหรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนักบิรหารหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญ

                        2.  การให้นักบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญตอบแบบสอบถามหลายรอบ  อาจทำให้ขาดความร่วมมือ  เบื่อหน่าย  ซึ่งมีผลต่อความเชื่อถือของข้อมูล

                        3.  ระยะเวลาของแบบสอบถามในแต่ละรอบ  ถ้าทิ้งช่วงห่างกันมากหรือนานเกินไป  อาจทำให้ข้อมูลขาดความต่อเนื่อง  เนื่องจากนักบริหารหรือผู้เชี่ยวชาญอาจลืมคำตอบในรอบแรกๆ

                        4.  แบบสอบถามที่ส่งไปอาจสูญหายระหว่างทางหรือไม่ได้รับการตอบกลับมาครบในแต่ละรอบ  (สุวรรณ.  2528  :)

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการวิจัยด้วยเดลฟายเทคนิค

                        การวิจัยเดลฟายเทคนิค  มีปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เทคนิคนี้ได้ผลสมบูรณ์และประสบความสำเร็จ  ดังนี้

                        1.  เวลา  ผู้วิจัยควรมีเวลามากเพียงพอประมาณ  2  เดือนจึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ  หรืออาจจะใช้เวลาช้าหรือเร็วกว่าก็ได้  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะส่งแบบสอบถามแต่ละรอบคืนมาช้าหรือเร็วเพียงใด

 

                        2.  ผู้เชี่ยวชาญ  ในการเลือกผู้เชี่ยวชาญ  ควรคำนึงถึง

                                    2.1  ความสามารถของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  ผู้วิจัยต้องพิจารณาเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นเลิศในสาขานั้นๆ  อย่างแท้จริง  ไม่ควรเลือกโดยอาศัยความคุ้นเคยหรือการติดต่อง่าย

                                    2.2  ความร่วมมือของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ  ควรเลือกผู้ที่มีความเต็มใจ  ตั้งใจ  และมั่นใจในการให้ความร่วมมือกับงานวิจัยโดยตลอด  รวมทั้งยินยอมสละเวลา

                                    2.3  จำนวนผู้เชี่ยวชาญ  ควรเลือกให้มีจำนวนมากเพียงพอเพื่อจะได้ความคิดเห็นใหม่ๆ  และได้คำตอบที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นโดยทั่วไปไม่มีการกำหนดแน่นอนตายตัว  จำนวนผู้เชี่ยวชาญขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่ม  ถ้าเป็นกลุ่มเอกพันธ์จะใช้ผู้เชี่ยวชาญ  10-15  คน  จากรายงานการวิจัยของแมคมิลแลน  (เกษม  บุญอ่อน.  2522  : 27-28;  อ้างอิงมาจาก  Macmillan.  1971 :)  พบว่า  จำนวนผู้เชี่ยวชาญมีผลต่อความคลาดเคลื่อนของคำตอบ  เช่น  ถ้าผู้เชี่ยวชาญมีจำนวน  1-5, 5-9, 9-13, 13-17, 17-21, 21-25  และ  25-29  คน  ความคลาดเคลื่อนลดลง  0.5, 0.12, 0.04, 0.04, 0.02, 0.02, 0.02  ตามลำดับ  แสดงให้เห็นว่าหากผู้เชี่ยวชาญมีจำนวนตั้งแต่  17  คนขึ้นไป  ค่าความคลาดเคลื่อนจะมีน้อยที่สุด  ดังตารางด้านล่าง  ส่วน  Linstone  และ  Turoff  (1975 : 125)  ให้ความเห็นว่า  จำนวนผู้เชี่ยวชาญ  5-10  คน  ในกลุ่มเดียวกันเป็นจำนวนที่เพียงพอแล้ว

 

จำนวนผู้เชี่ยวชาญและการลดลงของความคลาดเคลื่อน

 

จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

ความคลาดเคลื่อน

ความคลาดเคลื่อนลดลง

1.05

5-9

9-13

13-17

17-21

21-25

25-29

1.20-0.70

0.70-0.58

0.58-0.54

0.54-0.50

0.50-0.48

0.48-0.46

0.46-0.44

0.5

0.12

0.04

0.04

0.02

0.02

0.02

 

 

                        3.  แบบสอบถาม  ข้อความในแบบสอบถามควรเขียนให้ชัดเจน  สละสลวย  อ่านง่าย  เข้าใจง่าย  ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการศึกษา  นอกจากนี้  การเว้นระยะในการส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละรอบ  ไม่ควรให้ห่างนานเกินไป  เพราะอาจมีผลให้ผู้ตอบลืมเหตุผลที่เลือกหรือตอบในรอบที่ผ่านมา  มีผลให้คำตอบไม่แน่นอนและขาดความเชื่อถือ

 

 

                        4.  ผู้ทำการวิจัย  ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาคำตอบ  และให้ความสำคัญที่ได้รับอย่างเสมอกันทุกข้อ  โดยไม่มีความลำเอียง  แม้ว่าในข้อนั้นๆ  จะมีบางคนไม่ตอบก็ตาม  นอกจากนี้  ผู้ทำการวิจัยควรระมัดระวังในการนำข้อมูลที่ได้มานั้น